วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

กรวยประสบการณ์

กรวยประสบการณ์

เอดการ์ เดล (กรวยประสบการณ์)
เอดการ์ เดล (Edgar Dale) ได้จัดแบ่งสื่อการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้ และการใช้สื่อแต่ละประเภทในกระบวนการเรียนรู้ด้วย โดยพัฒนาความคิดของ Bruner ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา นำมาสร้างเป็น
กรวยประสบการณ์” (Cone of Experiencess)
โดยแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้
1) ประสบการณ์ตรง โดยการให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากของจริง เช่น การจับต้อง และการเห็น เป็นต้น
 2) ประสบการณ์รอง เป็นการเรียนโดยให้ผู้เรียนเรียนจากสิ่งทีใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด ซึ่งอาจเป็นการจำลองก็ได้
3) ประสบการณ์นาฏกรรมหรือการแสดง เป็นการแสดงบทบาทสมมติหรือการแสดงละคร เนื่องจากข้อจำกัดด้วยยุคสมัยเวลา และสถานที่ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ หรือเรื่องราวที่เป็นนามธรรม เป็นต้น
 4) การสาธิต เป็นการแสดงหรือการทำเพื่อประกอบคำอธิบายเพื่อให้เห็นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น
5) การศึกษานอกสถานที่ เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ต่าง ๆ ภายนอกสถานที่เรียน อาจเป็นการเยี่ยมชมสถานที่ การสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ เป็นต้น
 6) นิทรรศการ เป็นการจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้สาระประโยชน์แก่ผู้ชม โดยการนำประสบการณ์หลายอย่างผสมผสานกันมากที่สุด
7) โทรทัศน์ โดยใช้ทั้งโทรทัศน์การศึกษาและโทรทัศน์การสอนเพื่อให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียนหรือผู้ชมที่อยู่ในห้องเรียนหรืออยู่ทางบ้าน
 8) ภาพยนตร์ เป็นภาพที่บันทึกเรื่องราวลงบนฟิล์มเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ทั้งภาพและเสียงโดยใช้ประสาทตาและหู
9) การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง อาจเป็นทั้งในรูปของแผ่นเสียง เทปบันทึกเสียง วิทยุ รูปภาพ สไลด์ ข้อมูลที่อยู่ในขั้นนี้จะให้ประสบการณ์แก่ผู้เรียนที่ถึงแม้จะอ่านหนังสือไม่ออกแต่ก็จะสามารถเข้าใจเนื้อหาได้
10)ทัศนสัญลักษณ์ เช่น แผนที่ แผนภูมิ หรือเครื่องหมายต่าง ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งของต่าง ๆ  11) วจนสัญลักษณ์ ได้แก่ตัวหนังสือในภาษาเขียน และเสียงพูดของคนในภาษาพูด
       การใช้กรวยประสบการณ์ของเดลจะเริ่มต้นด้วยการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอยู่ในเหตการณ์หรือการกระทำจริงเพื่อให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ตรงเกิดขึ้นก่อน แล้วจึงเรียนรู้โดยการเฝ้าสังเกตุในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นขั้นต่อไปของการได้รับประสบ-การณ์รอง ต่อจากนั้นจึงเป็นการเรียนรู้ด้วยการรับประสบการณ์โดยผ่านสื่อต่างๆ และท้ายที่สุดเป็นการให้ผู้เรียนเรียนจากสัญลักษณ์ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แผนภูมิ

แผนภูมิ
           แผนภูมิเป็นทัศนวัสดุที่แสดงความสัมพันธ์ของเรื่องราวต่างๆ   โดยอาศัยเส้น ของตัวอักษร
และภาพลายเส้น หรือภาพโครงร่าง เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจในเรื่องราว
ประเภทของแผนภูม

          แผนภูมิแบ่งออกเป็น 9 ชนิด แต่ละชนิดมีรูปแบบ และโครงสร้างที่แตกต่างกัน มีประโยชน์ต่อ
การใช้สอยแตกต่างกันได้แก่แผนภูมิตาราง (Tabular Charts) ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเวลา กับเหตุการณ์ เช่น ตารางเรียน ตารางเวลารถไฟเข้าออก เป็นต้น 

  • แผนภูมิแบบต้นไม้(Tree Charts)
    ลักษณะของแผนภูมิแบบนี้ จะเหมือนกับการแตกแขนงของกิ่งก้านของต้นไม้ โดยยึดหลักการแตกของกิ่งก้านเป็นหลัก หรือแนวเส้นของแผนภูมิ โดยจะแสดงให้เห็นว่า สิ่งหนึ่งสามารถจำแนกออกเป็นส่วนย่อยได้อีกหลายส่วน เปรียบเสมือนต้นไม้ที่แตกกิ่งออกไป เช่น การคมนาคมมี 3 ทางคือทางบก ทางน้ำ ทางอากาศเป็นต้น






  • แผนภูมิแบบสายธารา( Stream Charts)ลักษณะของแผนภูมิแบบนี้ จะเปรียบเหมือนกับการรวมตัวของลำธารน้ำกลายเป็นลำคลอง และแม่น้ำที่กว้างใหญ่ขึ้น โดยจะแสดงให้เห็นว่าสิ่งหนึ่งเกิดจากหลายสิ่งรวมกัน ซึ่งจะตรงกันข้ามกับแผนภูมิแบบต้นไม้ เช่น คอมพิวเตอรเกิดจากอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ชิพ เมนบอร์ด จอภาพ ขนมปังเกิดจาก แป้ง ยีสต์ น้ำตาล เป็นต้น




  • แผนภูมิแบบเปรียบเทียบ( Comparison Charts)
    เป็นแผนภูมิที่ใช้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งของสองสิ่งทางด้านรูปร่าง ลักษณะ ขนาด แนวความคิด ของสิ่งต่างๆ เช่น การเปรียบเทียบการแต่งกายในสมัยต่างๆ พืชใบเลี้ยงเดี่ยวกับใบเลี้ยงคู่   เป็นต้น

ตัวอย่างแผนภูมิแบบเปรียบเทียบ
อเมริกันฟุตบอล เป็นกีฬา ที่นิยมเล่นกัน ในประเทศ แถบทวีปอเมริกา ผู้เล่น ต้องมีการ ปะทะกัน ในการเล่น ดังนั้น ชุดของผู้เล่น ต้องมีอุปกรณ์ ป้องกัน อันตราย


  • แผนภูมิแบบองค์การ( Organization Charts)
    เป็นแผนภูมิที่ใช้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ของสายงานในหน่วยงานหรือองค์การ นิยมใช้เส้นโยงความสัมพันธ์ ของหน่วยงานย่อย ที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงและใช้เส้นประ หรือเส้นจุดไข่ปลา แสดง ความสัมพันธ์ของหน่วยงานย่อยที่ เกี่ยวข้องกันโดยอ้อม เช่น แผนภูมิแสดงสายงานการบริหารโรงเรียน เป็นต้น
  • ภูมิแบบต่อเนื่อง( Flow Charts)
    ใช้แสดงเรื่องราว กิจกรรม การทำงานเป็นขั้นตอนตามลำดับต่อเนื่อง ตลอดจนการแสดง วงจรชีวิตที่เป็นลำดับต่อเนื่อง เช่น วงจรชีวิตของผีเสื้อ




  • แผนภูมิแบบวิวัฒนาการ( Developmental Charts)
    สดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ต่อเนื่องกันเป็นลำดับ แต่ไม่ย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีก




  • แผนภูมิขยายส่วน ( Enlarging Chartsz)
    เป็นแผนภูมิที่มุ่งแสดงให้เห็นลายละเอียดของส่วนเล็กๆ   ขยายให้ใหญ่ขึ้นเน้นส่วนที่ต้องการ ให้เห็นชัดเจนขึ้น โดยขยายเฉพาะบางส่วน เท่านั้น

ตัวอย่างแผนภูมิแบบขยายส่วน
แผงวงจรอิเล็กทรอนิคส์ แสดงให้เห็นส่วนขยายของ ไอซึ

  • ลักษณะของแผนภูมิที่ดี
  • เป็นแบบง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนหรือยุ่งยาก
  • แสดงแนวความคิดเพียงแนวคิดเดียว
  • เนื้อหาถูกต้อง ทันสมัย ตรงกับวัตถุประสงค์
  • สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียน สร้างความประทับใจ
  • มีขนาดใหญ่พอเหมาะกับกลุ่มผู้เรียน
  • ใช้สีเรียบๆ เพียง 2-3 สี หรือใช้เพื่อเน้นความสนใจ
  • ตัวอักษรที่ใช้ควรเป็นแบบที่อ่านง่าย ประณีตบรรจงและควรเป็นแบบเดียวกัน
  •  นอกจากต้องการเน้น
  • ชื่อเรื่องและเนื้อหาควรสอดคล้องกับภาพและใช้ตัวอักษรที่โตกว่าคำบรรยาย
  • คำบรรยายควรใช้ข้อความสั้นๆ กะทัดรัด
  • สัญลักษณ์หรือรูปภาพควรเป็นแบบง่ายๆ ไม่แสดงรายละเอียดมากนัก
  • ประโยชน์ของแผนภูมิต่อการเรียนการสอน
    ใช้นำเข้าสู่บทเรียน จะช่วยกระตุ้นหรือ เป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนมุ่งความสนใจ มาสู่เนื้อหา ที่กำลังจะเริ่มต้นใช้ ประกอบการอธิบาย แผนภูมิช่วยให้รายละเอียดของเนื้อหา ได้ชัดเจนกว่าคำอธิบาย ที่เป็นนามธรรมให้มี ความเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากค้นคว้าหาความรู้ เพิ่มเติม ใช้คู่กับสื่อการสอนประเภทอื่นๆ อาจเป็นในรูปแบบของสื่อประสม ใช้สรุปหรือทบทวนบทเรียน ช่วยให้เกิดความคิดรวบยอดแก่ผู้เรียน
  • การใช้แผนภูมิประกอบการเรียนการสอน
    มีข้อเสนอแนะในการนำแผนภูมิมาใช้ในการเรียนการสอนที่น่าสนใจดังนี้
  • เลือกใช้แผนภูมิที่ตรงกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการสอน
  • เตรียมห้องเรียน และเตรียมผู้เรียนโดยให้ศึกษาเนื้อหาล่วงหน้า
  • เสนอแผนภูมิอย่างช้าๆ อธิบายให้ละเอียดและชัดเจน
  • ควรใช้ไม้ชี้ประกอบการอธิบาย
  • ใช้สื่อการสอนอื่นประกอบการใช้แผนภูมิด้วย
  • ควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการหาข้อมูลหรือจัดทำแผนภูมิ
  • หลังสิ้นสุดการสอนควรทดสอบความเข้าใจ และติดแผนภูมิไว้ในห้องเรียนสักระยะหนึ่ง
  • ส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมประกอบเพิ่มเติม เพื่อเป็นการย้ำเน้นของ
  • แผนภูมิและยังช่วยให้การสรุปบทเรียนมีคุณค่ายิ่งขึ้น


 
เราจะเริ่มเรียนทฤษฏีสีได้อย่างไร
     โดยปรกติแล้ว ทุกคนโดยทั่ว ๆ ไป ต่างก็รู้จักสีด้วยกันทั้งนั้น และทุกคนก็สามาถบอกได้ว่า สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีดำ สีขาว และสีอื่น ๆ ฯลฯ แต่ก็เป็นเพียงได้รู้จักสี และเรียกชื่อสีที่ถูกต้องให้เป็นสัญลักษณ์เฉพาะ ตัวเท่านั้น จะมีสักกี่คนที่จะรู้จักสีได้ลึกซึ้ง ถ้าจะคิดเฉลี่ยแล้ว อาจจะมีผู้รู้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เป็นเพราะ เรายังไม่มีตำราเรียนกันนั่นเอง จนถึงปัจจุบันนี้วงการศึกษายังมองข้ามหลักวิชา ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ประจำวันนี้อยู่ และผู้เขียนเองก็ได้ตระหนักดีว่า เด็กไทยยังขาดความรู้เรื่องสี จึงได้ตัดสินใจเขียนตำราเล่มนี้ ขึ้น เพื่อเป็นทฤษฎีสีสำหรับใช้ศึกษาเรื่องสีเบื้องต้น และผู้เขียนตั้งใจจะให้เป็นตำราชี้แนวทางการศึกษาเรื่องสีให้ ถูกต้อง และเป็นตำราเล่มแรกที่พิมพ์สีทั้งเล่ม
ต่อไปเราจะเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องความเป็นมาของต้นกำเนิดของ "ทฤษฎีสี" ซึ่งเป็นหลักวิชาได้ศึกษากันต่อ ๆ มา
3 เหลี่ยมสี TriaangcI Princries 
นำเอาแม่สีหลัก หรือสีขั้นที่ 1( PRIMERY ) คือ แดง เหลือง ฟ้า มาวางที่มุมของ 3 เหลี่ยมด้านเท่า สีละมุม ( ดูภาพประกอบ )
ภาพเขียนที่ใช้ชุดที่ 2 Secondaries 
สังเกตดูภาพเขียนที่แสดงอยู่นี้ เราใช้สีเพียง 3 สี ด้วยสีขั้นที่ 2 คือ สีส้ม สีม่วง สีเขียว นี่เป็นการใช้สีชุดอีก แบบหนึ่งเราจะเห็นว่าสีมีความสัมพันธ์ต่อกัน
3 เหลี่ยมสี Tridteries 
ในขั้นที่ 3 นำสี S กับสี P มาผสมกัน สีก็จะเกิดขึ้นใหม่ในช่องว่างระหว่าง S กับ P อย่างเช่น ระหว่างเหลือง แดง เอาสีเหลืองผสมส้มก็จะได้สีเหลืองส้ม Yellwo Orange และสีส้มผสมกับสีแดง ก็จะได้สีแดงส้ม Red Orange และสีแดงผสมม่วงก็จะได้สีม่วงแดง Red Violet และสีม่วงผสมฟ้าก็จะได้สีม่วงน้ำเงิน และสีฟ้าผสมเขียวก็จะได้ สีฟ้าเขียว Blue Green เขียวผสมเหลืองก็จะได้เขียวเหลือง Yellwo Green
สีกลาง Muddy Colour 
สีขั้นนี้เป็oการผสมสี Primeries ทั้ง 3 เข้าด้วยกัน สีที่ได้จะเป็นสีกลาง คล้ายสีโคลน เราเรียกสีนี้ว่าสี Muddy